top of page

หัด “Say No” กับคนอื่น เพื่อ “Say Yes” ให้ตนเอง

Updated: 6 days ago

หลังจากทำงานมาแสนยาวนานระหว่างวัน คุณได้เคลียร์งานของคุณเสร็จเรียบร้อย มีเวลาเหลือพอจะได้นั่งพักสักหน่อย หยิบช็อคโกแลตบาร์อันโปรดขึ้นมาเพื่อจะทานผ่อนคลายสมองที่อ่อนล้ามาตลอดทั้งวัน ทันใดนั้นเองรุ่นพี่เพื่อนร่วมงานคนสนิทของคุณมาพร้อมกับแฟ้มงานกองหนึ่ง และเข้ามาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากไม่สามารถจะจัดการภาระงานตรงหน้าได้ทันเวลา และเป็นงานที่ เร่งด่วนสำคัญมากซะด้วยสิ ทันใดนั้นเองสัญชาตญานของคุณนั้นได้ตอบรับไปอย่างไม่ทันตั้งตัว รู้สึกตัวอีกทีกองแฟ้มนั้นมาอยู่ที่โต๊ะของคุณเสียแล้ว จากที่จะได้ผ่อนคลายกับช็อคโกแลตสุดโปรด คุณกลับต้องมาจับแฟ้มทำงานต่อเสียแทน ทำไมกันล่ะ ทำไมเราถึงไม่ปฏิเสธไปเสียละ



คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่กล้าปฏิเสธหรือเปล่า


คาดว่านี่น่าจะเป็นเสียงความคิดของหลายๆท่านที่อาจจะต้องเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ และรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน อยากจะปฏิเสธ แต่ก็พูดไม่ออก มันกระอักกระอ่วนในใจเหลือเกิน ถ้าปฏิเสธไปจะเป็นคนไม่ดี ไม่มีน้ำใจรึเปล่านะ หรือฝ่ายตรงกันข้ามจะรู้สึกไม่ดีกับเราไหมนะ สุดท้ายได้แต่พยักหน้าเป็นการตอบรับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่สถานการณ์ในการทำงานเท่านั้น มันสามารถเกิดได้ในหลากหลายสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน บางครั้งอาจจะนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวว่าวันหนึ่งเราต้องฝืนใจตัวเองที่จะไม่ปฏิเสธคำขอจากคนอื่นมากน้อยเท่าไหร่ คำปฏิเสธง่ายๆ ที่มีคำเพียงไม่กี่คำทำไมมันถึงพูดยากได้ขนาดนี้ ถ้าคุณประสบปัญหาในเรื่องราวเหล่านี้ วันนี้บทความนี้จะเป็นตัวช่วยให้คุณได้พบแนวทางการปฏิเสธที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้ที่จะ Says No กับคนอื่น เพื่อที่จะได้ Says Yes กับความรู้สึกตนเองดูบ้างค่ะ





ในบทความล่าสุดของ Forbes Business ของ Jonathan Becher เขาได้นำเสนอคำพูดจากบุคคลที่มีอิทธิพล ที่ให้ความสำคัญกับคำปฏิเสธว่าเป็นกลยุทธ์แห่งความสำเร็จในชีวิต เช่น Warren Buffett: “ เราควรเรียนรู้ที่ตอบรับให้ช้าลง และปฏิเสธให้เร็วมากขึ้น หรือ Tony Blair: “สิ่งที่ท้าทายของการเป็นผู้นำ คือการเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ เพราะการตอบรับน่ะเป็นเรื่องที่ง่ายเกินไป” มันดูจะเป็นคำพูดง่ายๆ แต่สำหรับเราหลายๆคนทำไมมันถึงเป็นเรื่องที่ยากมากมายขนาดนั้นละ เราจะมาหาคำตอบกันค่ะ


ความกลัวการขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น: หลายๆท่านกลัวการที่จะเกิดความขัดแย้ง ไม่มีใครที่อยากจะมีปัญหา ผิดใจกับคนรอบข้างของตนเอง ถ้าเป็นไปได้ก็จะพยายามเลี่ยงทุกทางที่จะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง ดังนั้นคำปฏิเสธจึงเป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะไม่ใช้มัน เพื่อจะไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับคนรอบข้างที่เรารัก เช่นเพื่อน พ่อแม่ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน เป็นต้น หรือยกตัวอย่างในสมัยเราเป็นเด็ก เราอาจจะเคยได้ยินคำสอนว่า ให้เราเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ คุณครู โดยส่วนหนึ่งเราอาจจะเชื่อฟัง เพราะกลัวจะถูกทำโทษ แต่อีกนัยหนึ่งจริงๆแล้ว เราก็ทำเพื่อที่อยากจะเป็นที่รักของพวกเขาเหล่านั้นนั่นเอง จึงทำให้ความรู้สึกกังวลเหล่านี้หล่อหลอมจนติดเป็นส่วนหนึ่งของเราไปด้วย แต่ในทางความจริงแล้ว มนุษย์เราเองก็เป็นสัตว์สังคม มีความต้องการพึ่งพิง และอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือชายต่างการต้องการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนพ้อง ซึ่งนั่นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นในการที่สร้างตัวตน สร้างสังคมในแบบของเราด้วยเช่นกัน


ความไม่ต้องการที่จะทำให้ใครผิดหวัง หรือเสียใจ: วันนี้เป็นวันหยุดยาววันสุดท้ายที่คุณลาเอาไว้ ซึ่งคุณตั้งใจที่จะพักผ่อน อยู่ที่ห้อง ไม่อยากจะออกไปไหน หรือทำอะไร แต่ปรากฎว่าแฟนของคุณนั้นมีแผนที่จะทำสิ่งต่างๆกับคุณมากมายในวันนี้ และแน่นอนคุณตกลงไป เพียงเพราะไม่อยากทำให้อีกฝ่ายต้องเสียใจ ซึ่งใช่ ถูกต้อง การตกลงในครั้งนี้ของคุณสามารถทำอีกฝ่ายมีความรู้สึกที่ดี มีความสุขได้ แต่อยากให้คุณลองย้อนกลับมาถามตัวภายในจิตใจของคุณ แล้วคุณละ คุณรู้สึกอย่างไร แล้วหากในวันหยุดต่อๆไปมีเหตุการณ์นี้เหมือนเดิมละ ตัวคุณเองจะไหวไหม จะรู้สึกโอเคจริงๆใช่ไหม




การอยากมีเอกลักษณ์: ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้น เราต้องการที่จะมีความโดดเด่น แตกต่างจากคนอื่น เรามีความคิดที่อยากจะออกนอกกรอบกันอยู่เสมอ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความมีตัวตนอยู่ และมีความสามารถ ซึ่งในการปฏิเสธก็เหมือนกับการที่คุณแสดงออกมาอย่างแตกต่าง ซึ่งอาจทำให้คุณมีตัวตน โดดเด่นขึ้นมาก็ได้ แต่ในความโดดเด่นนี้ ก็เป็นไปได้ที่คุณจะไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มสังคมที่คุณอยากจะเข้าร่วม และก็เป็นไปได้ที่ความแตกต่างนี้จะทำให้คุณมีตัวตนในอีกลุ่มสังคมหนึ่งด้วยเช่นกัน


เพศหญิงมีแนวโน้มที่ปฏิเสธได้ยากกว่า: นักจิตวิทยา Kathryn Lively ได้กล่าวว่าเพศหญิงนั้นมักจะมีแนวโน้มการพูดปฏิเสธได้ยากกว่าผู้ชาย นั้นเพราะอะไรกันล่ะ โดยธรรมชาติในเพศหญิงเรานั้นเป็นเพศที่ละเอียดอ่อน จะมีความาคิดอย่างละเอียดในทุกๆเรื่องอยู่แล้ว เราไม่อยากที่จะมีปัญหากับใคร อยากที่จะต้องการเป็นคนดี ไม่อยากทำร้ายความารู้สึกของคนอื่น เพราะฉะนั้นเราจึงเลี่ยงสถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดปัญหา โดยการเลี่ยงการปฏิเสธนั่นเอง


แล้วเราสามารถหัด Says No ได้อย่างไรบ้าง


สิ่งเหล่านี้จะเป็นเทคนิควิธีการ เป็นแนวความคิดที่มาจากหลายๆกลุ่มคน หลากหลายแนวความคิด เพื่อให้คุณสามารถนำไปปรับใช้ ให้การปฏิเสธสำหรับคุณเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

  • Marcia Linehan ผู้สร้าง Dialectical Behavioral Therapy (DBT) แนะนำว่าคุณอาจจะลองฝึกซ้อมปฏิเสธในสถานการณ์ที่ไม่สำคัญดู เช่น เวลาขับรถแล้วมีคนจะมาเช็ดกระจกรถคุณ แล้วคุณไม่ต้องการ ให้คุณฝึกซ้อมปฏิเสธกับพวกเขาได้เลย

  • Susan Albers ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคการกินผิดปกติ กล่าวว่า ให้คุณลองหยุดหายใจฮึดหนึ่ง ก่อนที่จะตอบตกลงสิ่งใด และใช้จังหวะนั้นในการไตร่ตรองความรู้สึก และความต้องการของตัวคุณ

  • ให้คุณลองใช้เวลาก่อนที่จะตอบตกลง หรือปฏิเสธ นึกถึงความรู้สึกของตัวคุณเอง เช่นคุณจะรู้สึกไม่ดีขนาดไหน หากคุณจะไม่ทำตามที่พวกเขาร้องขอ แล้วคุณจะรู้สึกอย่างไร หากคุณตอบรับกับสิ่งที่พวกเขาร้องขอ แล้วมันคุ้มกันหรือไม่หากคุณจะตกลงรับปาก

  • ประเมินผลเสียที่จะตามมา หากคุณปฏิเสธในครั้งนี้จะมีผลเสียมากมายขนาดไหนตามมาหรือไม่ หากครั้งนี้คุณตอบว่า “ใช่” ก็ไม่เป็นไร คุณสามารถที่จะตอบตกลงในครั้งนี้ก่อนก็ได้ แต่ในครั้งถัดไปคุณสามารถที่จะพยายามปฏิเสธมันอีกครั้งได้ แต่บางทีในการที่เริ่มต้นที่จะปฏิเสธได้ในครั้งแรก มันอาจจะทำให้การปฏิเสธในครั้งถัดๆไปของคุณนั้นง่ายขึ้นก็ได้

  • จำไว้ว่าคุณสามารถเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา อย่ายึดติดกับความเชื่อที่ว่าคุณมีเพียงโอกาสเดียว มีทางเลือกเดียว จริงๆแล้วคุณมีทางเลือกได้มากมาย อยู่ที่การตัดสินใจเลือกของคุณเอง

  • สุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธเสมอไป หรือตอบตกลงเสมอไป บางครั้งการตอบตกลงอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้ ซึ่งในกรณีนี้คุณควรที่จะใช้การพิจารณาไตร่ตรองในสถานการณ์ต่างๆให้รอบด้าน ว่าควรจะตอบรับ หรือปฏิเสธ


หลายๆท่านเมื่อได้อ่านมาถึงตรงนี้ คาดว่าจะสามารถเข้าใจที่มา และเหตุผลว่าทำไมคำง่ายๆเหล่านี้ เราถึงไม่กล้าที่จะใช้มัน หรืออยากจะใช้มัน แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้โดยง่าย บางท่านอาจประสบปัญหากว่าจะปฏิเสธอะไรสักอย่างหนึ่ง จะคิดวนไปซ้ำไปซ้ำามา ทั้งๆที่คำที่จะใช้มีเพียงคำปฏิเสธแค่ไม่กี่คำ หรือเหตุการณ์อาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ แต่กลับมีเรื่องให้เราคิดมากมายไม่รู้จบ หากปฏิเสธแล้วคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เขาจะผิดหวังกับเราไหม เป็นต้น ซึ่งจากเนื้อความข้างต้นคาดว่าจะเป็นประโยชน์ และสามารถช่วยคุณผู้อ่านรู้สึกคลายกังวล และเลือกใช้การปฏิเสธได้ง่ายมากขึ้น โดยทั้งหมดอย่างสรุป จริงๆแล้วสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำพูดตกลง หรือปฏิเสธ แต่คือความรู้สึก ความต้องการของคุณเอง ว่าในใจลึกๆของคุณนั้นคุณรู้สึกอย่างไรต่อการร้องขอ หรือการที่จะให้ช่วยเหลือ หรือในสถานการณ์นั้นๆ หากสิ่งนั้นไม่ได้ลำบากอะไรในความคิดของคุณ การตกลงก็เป็นเรื่องที่ดีในการช่วยเหลือกัน หรือให้ความร่วมมือกันในสังคมอยู่แล้ว แต่ถ้าในบางสิ่งมันขัดต่อความรู้สึกของคุณ และทำให้คุณรู้สึกลำบากใจที่จะทำ การปฏิเสธก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการที่คุณจะได้แสดงความต้องการ และปกป้องความรู้สึกของตัวคุณเองเช่นกัน


 

The Better You Counseling

คุณพร้อมหรือยังที่จะปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง? The Better You Counseling พร้อมเป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับสู่ชีวิตที่ดีกว่า ด้วยบริการให้คำปรึกษาที่หลากหลายทั้ง Online และ Onsite เราพร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพจิตของคุณ

🔓 Individual Counseling: เซสชั่นส่วนตัวเพื่อสำรวจตัวตนและค้นหาแนวทางในการเติบโต

💑 Couple Counseling: เสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างคู่รัก

👥 Group Counseling: แบ่งปันและเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน

เรายังมีหลักสูตรด้านจิตวิทยาที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง เพื่อเสริมทักษะการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ พร้อมด้วยบริการบำบัดรักษาเฉพาะทางสำหรับ:

🩹 ผู้ประสบภาวะสะเทือนขวัญทางใจ (Trauma)

✍️ การบำบัดผ่านการเขียน (Writing Therapy)

🧘‍♀️ Retreat Program ที่ผสมผสานการบำบัดและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

สำหรับองค์กร เราพร้อมให้บริการ:

🔍 วิเคราะห์สุขภาพจิตในที่ทำงาน

🎓 จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีในสถานที่ทำงาน

 


499 views0 comments

Comments


bottom of page