top of page

ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory)

Updated: May 11

ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลอย่างมากในการทำความเข้าใจพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมของมนุษย์ ทฤษฎีนี้เน้นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างทารกและผู้ดูแลหลักในช่วงปีแรกของชีวิต โดยเชื่อว่าคุณภาพของความผูกพันในวัยเด็กจะส่งผลต่อบุคลิกภาพ ความสัมพันธ์ และสุขภาวะจิตใจของบุคคลตลอดชั่วชีวิต





ผู้บุกเบิกทฤษฎีความผูกพัน คือ จอห์น โบลบี้ นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ซึ่งศึกษาผลกระทบของการพลัดพรากจากผู้ดูแลในเด็กเล็ก เขาสังเกตว่าทารกมีแนวโน้มที่จะแสวงหาความใกล้ชิดกับผู้ดูแล เพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงทางอารมณ์ โบลบี้เชื่อว่าเด็กจะพัฒนาความผูกพันที่มั่นคงเมื่อผู้ดูแลตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ อ่อนโยน และเหมาะสม ความผูกพันที่มั่นคงจะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย มั่นใจ และสามารถสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างอิสระ ในทางกลับกัน หากผู้ดูแลไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเด็กได้อย่างเหมาะสม หรือปฏิบัติต่อเด็กอย่างไม่สอดคล้อง จะนำไปสู่ความผูกพันที่ไม่มั่นคง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการและความสัมพันธ์ในอนาคต


แมรี่ เอนส์เวิร์ธ นักจิตวิทยาชาวแคนาดา-อเมริกัน ได้ขยายแนวคิดของโบลบี้ผ่านการทดลองที่เรียกว่า "Strange Situation" ซึ่งสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย จากการศึกษานี้ เอนส์เวิร์ธระบุรูปแบบความผูกพันหลักสี่แบบ ได้แก่


1. แบบมั่นคง (Secure Attachment): เด็กที่มีความผูกพันแบบมั่นคงจะแสดงความเครียดเมื่อแม่จากไป แต่สามารถปลอบโยนตัวเองได้ และต้อนรับแม่ด้วยความยินดีเมื่อเธอกลับมา พวกเขามักจะมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ในวัยผู้ใหญ่


เด็กที่พัฒนารูปแบบการผูกพันแบบปลอดภัยมักมีผู้ดูแลที่ตอบสนองและเอาใจใส่ความต้องการของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ ผู้ดูแลเหล่านี้ให้ความอบอุ่นและตอบสนองความต้องการทั้งทางกายและทางอารมณ์อย่างน่าเชื่อถือ ส่งผลให้เด็กที่ผูกพันแบบปลอดภัยมีแนวโน้มที่จะรู้สึกปลอดภัย มั่นคง และได้รับการสนับสนุน พวกเขาเรียนรู้ว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาผู้ดูแลได้ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวน่าเชื่อถือ พื้นฐานนี้ช่วยให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์ที่มีสุขภาพดีและเชื่อใจได้ในอนาคต



2. แบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Attachment): เด็กที่มีความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงจะไม่ค่อยแสดงความเครียดเมื่อแม่จากไป และอาจเพิกเฉยต่อการกลับมาของเธอ พวกเขามักจะเป็นคนเก็บตัว ไม่ไว้วางใจผู้อื่น และหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดทางอารมณ์เมื่อโตขึ้น


เด็กที่มีรูปแบบการผูกพันแบบหลีกเลี่ยงมักมีผู้ดูแลที่ห่างเหินทางอารมณ์และไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ ผู้ดูแลเหล่านี้อาจตอบสนองความต้องการทางกายของเด็ก แต่มักไม่ตอบสนองหรือเพิกเฉยต่อความต้องการทางอารมณ์ ดังนั้นเด็กจึงเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองมากขึ้นและมักระงับความปรารถนาที่จะใกล้ชิด เรียนรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าการแสดงออกถึงความเปราะบางนั้นไม่ได้รับการตอบสนองด้วยความอบอุ่น พวกเขาอาจดูเหมือนมีความเป็นอิสระตั้งแต่เนิ่นๆ และมักมองข้ามความสำคัญของความสัมพันธ์ในชีวิตภายหลัง



3. แบบวิตกกังวล/ขัดแย้ง (Anxious-Ambivalent Attachment): เด็กที่มีความผูกพันแบบวิตกกังวลจะแสดงความเครียดอย่างมากเมื่อแม่จากไป และอาจต่อต้านการปลอบโยนเมื่อเธอกลับมา พวกเขามักจะขาดความมั่นใจในตนเอง มีความวิตกกังวลในความสัมพันธ์ และต้องการการยืนยันจากคู่ครองอยู่เสมอ


รูปแบบการผูกพันแบบนี้มักพัฒนาขึ้นในเด็กที่มีผู้ดูแลตอบสนองความต้องการอย่างไม่สม่ำเสมอ พ่อแม่อาจใกล้ชิดในบางครั้งและห่างเหินในบางครั้ง ทำให้เกิดความสับสนและไม่มั่นคง เด็กในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มักจะตื่นตัวกับการมีผู้ดูแลอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดแสวงหาความสนใจและการยืนยันว่าพวกเขามีคุณค่าและได้รับความรัก พวกเขาอาจเติบโตมาพร้อมกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ กลัวว่าจะถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้รับการสนับสนุน



4. แบบไม่เป็นระเบียบ/ไม่มีทิศทาง (Disorganized/Disoriented Attachment): เด็กที่มีความผูกพันแบบไม่เป็นระเบียบจะแสดงพฤติกรรมที่สับสนและไม่สอดคล้องกันเมื่ออยู่กับผู้ดูแล เช่น เข้าหาและหลีกหนีในเวลาเดียวกัน พวกเขามักมาจากครอบครัวที่มีความรุนแรงหรือการทารุณกรรม และอาจมีปัญหาทางจิตใจหรือพฤติกรรมเมื่อเติบโตขึ้น





รูปแบบการผูกพันแบบหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงสามารถพัฒนาขึ้นในเด็กที่ประสบกับความไม่สม่ำเสมอในการดูแลและการตอบสนองมาก ๆ บ่อยครั้งในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงหรือวุ่นวาย ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ที่ผู้ดูแลรู้สึกหวาดกลัวหรือน่ากลัว นำไปสู่ความสับสนเกี่ยวกับความปลอดภัยของบุคคลผู้เป็นแหล่งผูกพัน เด็กอาจมีความรู้สึกปะปนกันระหว่างความต้องการความคุ้มครองแต่ก็กลัวแหล่งที่มาของความคุ้มครองด้วย พวกเขามักเติบโตมาพร้อมกับความกลัวที่ลึกซึ้งต่อการถูกทำร้ายทางอารมณ์ และในเวลาเดียวกันก็ปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด



ผลกระทบทางพฤติกรรมของบุคคลที่มีรูปแบบความผูกพันแตกต่างกันในการสร้างความสัมพันธ์ มีดังนี้


1. แบบมั่นคง (Secure Attachment):

- มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในตนเองและผู้อื่น

- สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและมั่นคง

- มีการสื่อสารที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา

- สามารถจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์

- มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีในสถานการณ์ใหม่ๆ


2. แบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Attachment):

- มีแนวโน้มที่จะเป็นคนเก็บตัวและพึ่งพาตนเอง

- หลีกเลี่ยงความใกล้ชิดทางอารมณ์และการพึ่งพาผู้อื่น

- อาจดูเหมือนไม่ยินดีหรือไม่สนใจในความสัมพันธ์

- มีความลำบากในการแบ่งปันความรู้สึกหรือความต้องการของตนเอง

- อาจมีปัญหาในการสร้างความไว้วางใจและความมุ่งมั่นในความสัมพันธ์


3. แบบวิตกกังวล/ขัดแย้ง (Anxious-Ambivalent Attachment):

- มีความต้องการความใกล้ชิดและการยืนยันจากคู่ครองอย่างมาก

- มีความวิตกกังวลและไม่มั่นคงทางอารมณ์ในความสัมพันธ์

- อาจแสดงพฤติกรรมเกาะติดหรือควบคุมคู่ครอง

- มีความไวต่อการถูกปฏิเสธหรือการถูกทอดทิ้ง

- อาจมีอารมณ์ผันผวนและขาดความเชื่อมั่นในตนเอง


4. แบบไม่เป็นระเบียบ/ไม่มีทิศทาง (Disorganized/Disoriented Attachment):

- มีพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องและคาดเดาไม่ได้ในความสัมพันธ์

- อาจแสดงความกลัวหรือความก้าวร้าวต่อคู่ครอง

- มีความยากลำบากในการควบคุมอารมณ์และการตอบสนองต่อความเครียด

- อาจมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพหรือเป็นอันตราย

- มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพจิตและการปรับตัวทางสังคมในวัยผู้ใหญ่


อย่างไรก็ตาม สำคัญที่จะต้องจำไว้ว่ารูปแบบความผูกพันในวัยเด็กไม่ได้กำหนดชะตาชีวิตของบุคคลอย่างสมบูรณ์ ปัจจัยอื่นๆ เช่น ประสบการณ์ชีวิต ความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ และการบำบัดทางจิตวิทยา สามารถช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและการเติบโต





 

                      The Better You by Pair


เราเป็น Platform ที่แบ่งปันบทความด้านจิตวิทยาที่จะช่วยให้คุณสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพจิตของคุณ


นอกจากนี้ เรายังมีบริการอื่นๆ ที่คุณสามารถใช้บริการได้ในรูปแบบออนไลน์ ได้แก่








留言


bottom of page